ครูบาคือจุดรวมใจของทุกๆคน #1

พระสุพรหมยานเถร
วัดพระพุทธบาทตากผ้า
อ.ป่าซาง จ.ลำพูน

หลวงปู่รู้ได้อย่างไร
การที่ผู้เขียน (คุณดำรงค์ ภู่ระย้า) ได้มีโอกาสเข้ากราบนมัสการ หลวงปู่พระสุพรหมยานเถร นักบุญแห่งลานนาไทยองค์ที่สองอยู่เสมอ นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2522 เป็นต้นมา ก็ได้มองเห็นปฏิปทา ข้อวัตรปฏิบัติของท่านแล้ว ไม่ว่าในที่แจ้ง หรือท่านจะอยู่เพียงลำพังในกุฏิ ท่านจะกระทำสมณกิจตามอัตภาพแห่งตน อย่างสม่ำเสมอ ดังมีเรื่องจะได้นำมาบอกเล่า ให้ท่านผู้อ่านพิจารณา สักเรื่องหนึ่ง....
     ท่านอาจารย์ปถัมภ์ เรียนเมฆ และผู้เขียน เดินทางไปเก็บหนังสือ - เยี่ยมลูกค้า ตอนเย็นประมาณ 4 โมง ก็ได้เข้ากราบนมัสการท่าน แต่ก่อนจะมาถึงตลาดป่าซาง ก็พอดีในช่วงนั้น ทางการกำลังสร้างทาง และได้เทลูกรังไว้ ฝนตกมาก ถนนลื่น ทำให้รถไถลลงไปข้างทาง ล้อจมทั้ง 4 ข้าง ต้องเดินกรำฝนไปตามรถมาช่วยลาก เป็นชั่วโมงกว่าจะขึ้นมาจากหล่มโคลนสำเร็จ ครั้นเมื่อไปถึงวัด ก็อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้ากันก่อน จากนั้นจึงเข้านมัสการหลวงปู่ท่าน ขณะที่ขึ้นไปบนกุฏิ หลวงปู่กำลังนั่งสมาธิอยู่....จึงนั่งรอท่าน พอท่านออกจากสมาธิ ท่านก็หันมามอง ท่านได้เอ่ยทัก ด้วยคำพูดที่น่าอัศจรรย์ว่า....
"
ฝนตกมากนะ....ถนนลื่นรถก็ไถลลงไปแช่น้ำครึ่งคัน เสียเงินค่าลากจูงอีก 300 บาท ก็เอาละ วันนี้นอนค้างเสียที่กุฏินี้แหละ จะได้นั่งภาวนาด้วยกัน"
ผู้เขียนได้ยินท่านพูดเช่นนั้น เกิดปีติเป็นอย่างมาก และเชื่อในความรู้เห็นอันแจ่มใสของท่านด้วยอำนาจแห่งสมาธิธรรม ก็สิ่งเหล่านี้แหละ นักปฏิบัติผู้สนใจ หลงใหลที่จะได้กันนัก
     คืนนั้น หลวงปู่ได้สอนวิธีปฏิบัติธรรม การพิจารณาธรรมอันมีทุกข์ - สุข เป็นต้น จนบังเกิดความสว่างทางจิตใจเป็นอันมาก เรื่องนี้ มิใช่ว่าจะนำมากล่าวหรือยกย่องในคุณวิเศษของครูบาอาจารย์ แต่เป็นการเทิดทูน ธรรมความดีจริง ของพระพุทธเจ้า แม้ผู้ใดปฏิบัติทางจิต เข้าสู่ความสงบแล้ว ผู้ปฏิบัติย่อมจะได้พบ กับความอัศจรรย์ทางจิตใจได้ทุกเมื่อ แม้พระพุทธศาสนาของเราจะล่วงเวลามานาน กว่า 2527 ปีแล้วก็ตาม สัจธรรมของพระพุทธเจ้า ก็ยังมีอยู่ ภายในจิตของผู้ปฏิบัติไม่ลบเลือน นี่แหละ ท่านจึงสอนว่า "
ผู้ปฏิบัติธรรมย่อมรู้เองเห็นเอง"

อุเบกขาธรรม
ความยึดมั่นว่า เป็นของตัวกู ของกู ถ้ามีอยู่ในบุคคลใด บุคคลนั้น ไม่ว่าจะเป็นพระสงฆ์องค์เณร หรือจะเป็นฆราวาส ก็ล้วนแต่จะเกิดทุกข์ สำหรับ หลวงปู่พระสุพรหมยานเถร แห่งวัดพระพุทธบาทตากผ้า จังหวัดลำพูนนั้น มีศิษย์หลายรูป (บวชพระอยู่กับท่าน) ได้กรุณาเล่าให้ผู้เขียนฟังว่า....
     คงจะมีพระภิกษุ หรือสามเณรรูปใดรูปหนึ่งเป็นแน่ ที่ตนเองเข้าใจว่า ทำแต่ความดี แล้วอาจไม่ชอบใจ พระภิกษุสามเณรด้วยกัน วางตัวเป็นผู้ว่ายาก สอนยาก แต่ด้วยความเมตตาปรานีชนิดดุว่าใครไม่เป็น จึงทำให้พระหรือสามเณรที่ตั้งใจทำกิจการงานด้วยดี น้อยอกน้อยใจ จึงได้เขียนแผ่นป้ายไปติดไว้ข้างกุฏิหลวงปู่ มีใจความว่า "
ความเมตตาเกินประมาณ ทำให้อันธพาลเต็มวัด" เมื่อหลวงปู่พระสุพรหมยานเถร ท่านได้อ่านข้อความแล้ว ท่านก็อมยิ้มไม่พูดว่ากระไร นิ่งเฉยไม่ถามเลยว่า ใครเป็นผู้เขียน ก็ได้ผลมาก การกระทำของท่าน คือ ทำให้พระเณรในวัดมีความอดทน อดกลั้น มีความสามัคคี จิตใจก็ดีขึ้น มองเห็นความจริงของจิตใจมนุษย์ว่า จะให้สิ่งนั้นสิ่งนี้ดีงามเหมือนใจตนน่ะไม่ได้ ห้ามรถห้ามเรือน่ะมันได้ จะมาห้ามจิตและความเป็นอนุสัยแต่เก่าก่อนนั้น เห็นจะยากเต็มทน

อภัยให้ในความไม่รู้
     วัดพระพุทธบาทตากผ้า อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน เป็นวัดพัฒนาตัวอย่าง เป็นวัดที่สงบร่มรื่น เป็นวัดที่มีความสะดวกสบายอยู่ไม่น้อย จึงทำให้ปีหนึ่ง ๆ จะมีพระภิกษุ สามเณรมากมาย ได้มาบวชเรียนศึกษาหาความจริงในธรรมะ แต่เมื่อหมู่มากเข้ามาปะปนกัน ผู้เป็นหัวหน้าคอยดูแล ก็ต้องเป็นผู้มีความรู้ความหนักแน่นพอสมควรเลยทีเดียว เรื่องราวที่ต้องเล่าให้ผู้อ่านฟังก็เป็นสาเหตุมาจากสามเณรตัวน้อย ๆ ซึ่งนิสัยของสามเณร ก็ได้พกนิสัยเด็กมาจากบ้านนั่นเอง ความไม่รู้ของสามเณรก็น่าฝึกน่าสนใจอยู่ไม่น้อย วันนั้นสามเณรน้อยเดินไปตามบริเวณวัดที่โล่งเตียน แต่ในมือของสามเณรน้อย มีกระดาษแผ่นใหญ่ ฉีกแล้วโปรยไปเรื่อย ๆ ซึ่งก็เป็นความสนุกของเด็ก ๆ นั่นเอง หลวงปู่พระสุพรหมยานเถรมองเห็น ท่านก็เดินเก็บเศษกระดาษที่สามเณรน้อยฉีกทิ้งทีละชิ้น ๆ ฝ่ายสามเณรน้อย ก็ฉีกโปรย ๆ ไม่ได้คิดหันไปมองข้างหลังว่า มีใครเดินตามเก็บเศษกระดาษนั้น จนที่สุด กระดาษก็หมด จึงหันมามองข้างหลัง ก็ได้พบกับหลวงปู่พระสุพรหมยานเถร ท่านกำกระดาษไว้ในมือ ยืนยิ้มกับสามเณรน้อยรูปนั้น นับได้ว่าหลวงปู่ท่านสามารถแยกแยะผิด - ถูก ชั่ว - ดี สำหรับสามเณรรูปนี้เป็นเด็กนั่นเอง ย่อมมีนิสัยซุกซนไปตามประสา จะดุด่าว่ากล่าวก็ไม่สมควร เท่าที่สามารถอดข้าวมื้อเย็นได้ รู้จักหน้าที่สวดมนต์ไหว้พระ รู้จักระเบียบบ้างในบางกรณี ก็นับว่าเป็นการฝึกที่ได้ผลอยู่ไม่น้อย ช่างเขาเถอะ...

เขาเอาไปบูชา
     ในพ.ศ.2524 เป็นปีที่พวกมารพระพุทธศาสนาลุกฮือขึ้นมาทำลายล้างแทบทุกรูปแบบ ซึ่งในปีดังกล่าว แม้ท่านผู้อ่านย้อนนึกถอยหลังไป ก็คงจะจำได้ดีว่า ในปีนั้น มารพระพุทธศาสนาเกิดขึ้นมาหลายรูปแบบ เช่น...เอาวิญญาณร้ายมาอ้างว่า เป็นพระภิกษุรูปนั้นองค์นี้มาเข้าทรง เอาพระเกียรติของพระมหากษัตริย์หลายพระองค์มาทรงเจ้าเข้าผีหมด นอกนี้แล้วยังมีพวกมารพระพุทธศาสนาออกไปอาละวาด ขโมยพระพุทธรูป.....ตัดเศียรพระพุทธรูประบาดไปทั่วประเทศทุกภาคของประเทศไทย เป็นปีที่พระผอม แต่ผีปีศาจอ้วนพี มีเอกลาภมากมาย ปีนั้นพระพุทธรูปในพระวิหารวัดพระพุทธบาทตากผ้า อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน ก็ถูกมารพระศาสนาลักขโมยเอาไป วันรุ่งขึ้นโยมวัดได้ทราบเหตุการณ์ จึงได้นำเรื่องนี้เข้ากราบเรียนให้หลวงปู่พระสุพรหมยานเถรทราบ เมื่อสิ้นคำบอกเล่าของโยมวัด หลวงปู่ก็มีความปกติ มิได้แสดงอาการอันใดออกมา เฉยนิ่งพร้อมกับพูดขึ้นว่า "
อย่าไปตกใจอะไรเลย ดีแล้ว เขาเอาไปกราบไหว้บูชา ช่างเขาเถิดนะ..." ท่านพูดจบก็ยิ้มปลอบใจโยมวัดคนนั้น คล้ายกับจะพูดว่า "ช่างเถิด อะไรจะเกิดขึ้นก็ย่อมเกิด กฎของความไม่เที่ยงความทุกข์ และความไม่แน่นอนจะปรากฏอยู่เสมอ ๆ ทุกเวลานาที พระนิพพาน เท่านั้นเที่ยงแท้ในโลก" ผู้เขียน นี่ถ้าหลวงปู่ยังมีความยึดมั่นถือมั่นอยู่ ก็คงจะทำให้เป็นทุกข์มาก เมื่อพระพุทธรูปหายไป

พุทธปาฏิหาริย์
     เมื่อหลายสิบปีก่อนโน้น วัดพระพุทธบาทตากผ้ายังเป็นวัดป่าที่จะหาความจำเริญหูจำเริญตาไม่ค่อยจะได้ ยิ่งเป็นที่วัดหนองเจดีย์ สมัยนั้นก็เป็นวัดรกร้างหาใครเข้าไปอยู่ได้ยาก กลัวงู กลัวเสือ กลัวผีไปทุก ๆ ชนิด ที่วัดหนองเจดีย์ มีพระเจดีย์ร้างอยู่องค์หนึ่ง พระเจดีย์องค์นี้อยู่ในลักษณะทรุดโทรมหักพัง กองอิฐถูกผู้โลภหวังจะหาทรัพย์สมบัติโบราณทำลายขุดจนดูไม่ออกว่า พระเจดีย์นี้มีรูปลักษณ์แบบใดกันแน่ ต่อมาเมื่อ หลวงปู่พระสุพรหมยานเถร หรือ ท่านครูบาพรหมา ได้ผ่านไปทางพระเจดีย์ร้างนี้ ก็กำหนดรู้ด้วยวาระจิตว่า ใต้ฐานเจดีย์ทิศตะวันออกมีพระพุทธรูปสำคัญอยู่องค์หนึ่ง ทั้งยังมีพระบรมธาตุอันศักดิ์สิทธิ์อีกด้วย ดังนั้น หลวงปู่จึงได้ให้ญาติโยมวัดผู้อุปัฏฐากไปขุดค้นตรงบริเวณดังกล่าว ก็ได้พบกับพระแก้วมรกตองค์หนึ่งงดงามมาก พร้อมกับพระบรมธาตุในผอบอีก 111 องค์ หลวงปู่พระสุพรหมยานเถรได้อัญเชิญมาวางในที่อันควร จากนั้นได้ทำการสรงน้ำ (คือล้างดินทรายออกจากองค์พระแก้วมรกต) ก็ปรากฏเป็นแสงสว่างเขียวงามตาไปทั่วบริเวณ ส่วนพระบรมธาตุ 111 องค์ หลวงปู่ได้ทำการอัญเชิญสรงน้ำด้วยเครื่องหอม น้ำอบ และแก่นจันทน์ พอตกกลางคืน ก็ปรากฏว่ามีแสงสีสว่างจ้าทุกคืน อัญเชิญประดิษฐานไว้สักการะ ความอัศจรรย์กับพระบรมธาตุศักดิ์สิทธิ์ จะเป็นจริงมากน้อยแค่ไหน ผู้เขียนได้กราบเรียนถามศิษย์ใกล้ชิดของท่านคือ....ครูบาเขื่อนคำ อัตตสันโต เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน ก็ได้รับคำยืนยันว่า..... "
เป็นความจริงนะโยม ครูบาพรหมาท่านเก็บรักษาบูชาของทั้งสองอย่างอยู่ไม่นานนัก เพราะท่านกำหนดรู้ถึงความไม่ปลอดภัยของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งสองอย่างนี้ ดังนั้น ท่านครูบาพรหมาจึงได้นำอัญเชิญพระแก้วมรกตและพระบรมธาตุทั้ง 111 องค์ ตรงไปยังวัดป่าเหียง เพื่อทำการอัญเชิญบรรจุในพระเจดีย์ พอไปถึงวัดป่าเหียง ท่านครูบาพรหมาต้องผิดหวัง เพราะว่าท่านเจ้าอาวาสท่านปฏิเสธที่จะรับของอันมีค่านี้ไว้ ท่านเจ้าอาวาสวัดป่าเหียงก็ได้แนะนำให้ท่านครูบาพรหมาอัญเชิญไปบรรจุ ณ วัดหนองเงือกทันที" เพราะขณะนั้นวัดหนองเงือกกำลังก่อสร้างพระเจดีย์ เมื่อครูบาพรหมารีบนำพระแก้วมรกต และพระบรมธาตุไปที่วัดหนองเงือก ท่านเจ้าอาวาสวัดหนองเงือก ก็รับเอาไว้ด้วยปีติยินดี แล้วได้ทำการอัญเชิญประดิษฐานลง ณ พระเจดีย์ดังกล่าว เพื่อเป็นที่สักการบูชาของคณะศรัทธาญาติโยมต่อไป

ขอขอบคุณข้อมูลจากพี่โชติ ศิษย์ รุ่นกลาง 2513-2520


 
Webmaster : สุวัชชัย พยัคฆา (โอ) พ.บ. 2532