เหตุที่เร่งด่วน
ความเป็นผู้มีญาณรู้ของท่านครูบาพรหมานั้น นับเป็นเรื่องอัศจรรย์มาก อาตมาเคยได้ประจักษ์มาแล้ว โยมคงสงสัยว่า ทำไมหนอท่านครูบาพรหมา จึงนำสิ่งอันล้ำค่านั้น รีบร้อนไปบรรจุไว้ แรก ๆ อาตมาก็สงสัยเหมือนกัน แต่สุดท้ายก็ประจักษ์ด้วยเหตุผลของท่าน.....
ท่านครูบาเขื่อนคำ อัตตสันโต ท่านได้กรุณาเล่าต่อไปว่า
ภายหลังจากท่านครูบาพรหมา อัญเชิญพระพุทธรูปแก้วมรกต และพระบรมธาตุ ไปบรรจุ ณ พระเจดีย์วัดหนองเงือกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อยู่ต่อมาเพียงสามวัน เรื่องการพบของอันมีค่าของครูบา ได้ยินเข้าหูของเจ้าหลวง ผู้ครองนครเมืองลำพูนว่า
"พระครูบาฯ ได้พบพระแก้วมรกต"
จึงได้สั่งให้คนรับใช้เดินทางมาบอกเจ้าอาวาสวัดหนองเงือก "จงนำพระแก้วมรกต
ที่ได้จากวัดหนองเจดีย์ ไปให้เจ้าหลวงลำพูนชมเป็นการด่วน"
(สมัยนั้นเจ้าหลวงเป็นใหญ่ มีอำนาจมาก) ครั้นพอรุ่งเช้า
ท่านเจ้าอาวาสวัดหนองเงือกพร้อมด้วยเด็กวัด ได้ออกเดินทางโดยเท้าเปล่า
ไปพบเจ้าผู้ครองเมืองลำพูน ก็น่าสงสารท่านเจ้าอาวาสรถรามีที่ไหน
เดินตัวปลิวไปถึงในเมือง ระยะทางจากบ้านหนองเงือก ถึงอำเภอป่าซาง ก็ประมาณ 15 กม.
เมื่อมาถึงจวนเจ้าเมือง ก่อนจะเข้าคุ้มหลวง
ก็ต้องหยุดพักเหนื่อยนุ่งห่มให้เรียบร้อย แล้วเดินเข้าคุ้มหลวงไปถึงบนบ้าน
ท่านเจ้าหลวง ก็ออกมาต้อนรับทันที พร้อมนมัสการเอ่ยปากถามว่า "ท่านครูบาได้พระแก้วมรกตจริงไหม"
ท่านเจ้าอาวาสวัดหนองเงือก ก็ตอบว่า "เจริญพร
เป็นความจริงแต่เวลานี้ได้อัญเชิญบรรจุในพระธาตุเจดีย์เสียแล้ว"
เจ้าหลวงก็พูดว่า "ถ้าไม่เอาบรรจุก็จะขอมาดูชม
เมื่อเอาบรรจุแล้ว ก็ไม่เป็นไร เรื่องของเรื่องที่ให้มาพบก็มีเท่านี้"
เสร็จแล้ว ท่านเจ้าอาวาสวัดหนองเงือก ก็เจริญพรลากลับในตอนเย็นวันนั้นเอง
ในความคิดของอาตมา ก็คิดว่าท่านครูบาพรหมาท่านรีบร้อนอัญเชิญไปบรรจุก็ด้วยสาเหตุ
ที่ท่านรู้ความจริงในข้อนี้ จากอำนาจจิต อนาคตังสญาณ คือ
รู้ว่าอนาคตจะเกิดเหตุการณ์อย่างนี้
ดังนั้น ครูบาพรหมาจึงพยายามมองหาสถานที่อันมั่นคง
เก็บรักษาองค์พระแก้วมรกตและพระบรมธาตุ มิให้ตกไปเป็นสมบัติของผู้ใดใครคนหนึ่ง
ท่านประสงค์ที่จะให้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของประชาชน โดยส่วนรวม
พระครูขี้เหนียว
ท่านผู้อ่านที่เคารพ
ท่านทั้งหลายคงจะเคยได้อ่านประวัติอันดีงาม มีความเสียสละอย่างใหญ่หลวงของ
ท่านพระครูขี้หอม ผู้บูรณะพระธาตุพนมมาแล้ว คราวนี้ลองมาอ่านปฏิปทาของ
ท่านพระครูขี้เหนียว ดูบ้าง ซึ่ง หลวงปู่พระสุพรหมยานเถร ได้เล่าให้ ครูบาเขื่อนคำ
อัตตสันโต ฟัง แล้วได้ขยายมาสู่ผู้เขียน...ผู้อ่านโดยลำดับดังนี้
"อาตมาได้รับฟังมาจากท่านครูบาพรหมา หลวงปู่ของเรา
ได้เล่าว่า มีท่านพระครูรูปหนึ่ง ท่านก็อยู่ที่วัดในตัวเมือง ท่านพระครูรูปนี้
ท่านตระหนี่ถี่เหนียวมาก เป็นที่เล่าลือว่า ถ้าใครไปขอสิ่งของอะไรก็ตามจากท่าน
แม้ผู้นั้นได้ของของท่านมาก็นับว่า ยอดเยี่ยมที่สุด ครูบาพรหมาของเรา
รู้ข่าวก็อยากจะไปพิสูจน์ว่า "ดูซิว่าคนขี้เหนียวน่ะมันเป็นอย่างไร
มีหน้าตายังไงกันหนอ"
ท่านครูบาคิดอย่างนั้นแล้ว ก็สู้อุตส่าห์เดินทางไปยังวัดของท่านพระครูรูปนั้นทันที
เมื่อเดินขึ้นไปบนกุฏิ ก็พบท่านพระครูขี้เหนียวท่านอยู่พอดี
จึงเข้ากราบไหว้ตามธรรมเนียมพร้อมกับพูดขึ้นว่า..... "วันนี้ขอเมตตาถุงย่ามกับท่านพระครูสักใบ"
ท่านพระครูได้ยินดังนั้น ก็ส่งเสียงดังใส่ครูบาพรหมาว่า.... "แม้แต่ถุงย่ามก็ไม่มีหรือ
?" ท่านพระครูพูดแล้วมองหน้า
ทันใดนั้น ท่านก็เดินเข้าห้องไป ขากลับมาในมือก็ถือถุงย่ามเก่ายื่นให้ 1 ใบ
พร้อมกับในย่ามก็มีแปรงสีฟันและยาสีฟัน 1 หลอด เมื่อท่านครูบาพรหมารับเอาไว้แล้ว
ก็ได้แสดงความขอบคุณพร้อมกับลากลับ"
นี่เป็นการแสดงให้เห็นได้ว่า
ท่านหลวงปู่พระสุพรหมยานเถรสามารถเอาชนะคนขี้เหนียวตระหนี่ให้กลายเป็นคนเสียสละ
รู้จักการให้ทานได้ อย่างเช่น ท่านพระครูขี้เหนียวรูปนี้ เป็นต้น คนชอบขอ
ผู้ขออาจเป็นโรคจิตชนิดหนึ่งก็ว่าได้ เพราะเขาจะขอทุกอย่าง
ไม่ว่าครูบาอาจารย์จะทำอะไรอยู่ ถืออะไรอยู่ จับอะไรอยู่ หรือจะห่มอะไรอยู่
ผู้มีนิสัยขี้ขอ ก็ขอทุกอย่างทุกชนิดไป ไม่เคยคิดพิจารณาว่า ควรหรือไม่ควร
ดังสมัยหนึ่ง ครูบาเขื่อนคำ อัตตสันโต ท่านได้เล่าให้ฟังว่า
"มีพระทางภาคกลาง มีวัดอยู่ในกรุงเทพฯ
มาถึงวัดพระพุทธบาทตากผ้า ก็ได้พยายามเมียงมองอยู่เป็นเวลาพอสมควร
พอผู้คนเริ่มน้อยลง พระภิกษุรูปนั้น ก็ปราดเข้ามากราบท่านครูบา พร้อมกับพูดว่า "กระผมมาจากกรุงเทพฯ
ตั้งใจจะมาขอสิ่งที่ครูบามีอยู่ คือ จีวรที่ครูบาห่ออยู่นี้สักผืนหนึ่งขอรับ"
พอพูดจบคำว่า "ขอ....รับ"
แล้ว ท่านครูบาพรหมาก็ได้ถามขึ้นว่า "จะเอาไปทำไม
?" พระภิกษุรูปนั้นก็พูดว่า "จะนำไปตัดเป็นชิ้น
ๆ เพื่อทำเป็นวัตถุมงคล"
ความจริงเรื่องอย่างนี้ ครูบาถูกขอมาแล้วจำนวนไม่น้อย บ้างก็เอาไปทำประโยชน์จริง ๆ
แต่บางรายเอาไปทำประโยชน์ใส่ย่าม ใส่กระเป๋าก็ไม่น้อยเหมือนกัน.....
แต่ด้วยจิตใจเมตตาของท่าน ครูบาท่านไม่เคยขัดใครในเรื่องเช่นนี้
ท่านเมตตาสงเคราะห์ด้วยจิตใจยินดีเป็นอย่างยิ่ง เพราะ ทาน ศีล ภาวนา
เป็นแนวทางธรรมที่ท่านครูบาพรหมา พรหมจักโก
ได้ตั้งใจดำเนินจิตใจมาอย่างมั่นคงจนวันสุดท้ายแห่งชีวิตของท่าน
ล่วงรู้เหตุการณ์
สำหรับความอัศจรรย์ที่เกิดกับจิตใจของผู้ประสบเหตุการณ์ได้นำมาเล่าเป็นที่น่าสนใจมาก
หลวงปู่พระสุพรหมยานเถร แห่งวัดพระพุทธบาทตากผ้า อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน
ท่านมีจิตสัมผัสรู้ด้วยปัจจุปปันนังสญาณ คือ
กำหนดรู้ถึงเหตุปัจจุบันจนเป็นที่ยอมรับของพระภิกษุสามเณรเลยทีเดียว
ดังมีเรื่องเล่าสู่กันฟังดังนี้
หลวงปู่พระสุพรหมยานเถรหรือหลวงพ่อวัดพระพุทธบาทตากผ้า
จังหวัดลำพูน ท่านสามารถล่วงรู้เหตุการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างน่าอัศจรรย์มาก
โดยเฉพาะภายในวัดพระพุทธบาทตากผ้านั้น พระภิกษุรูปใด จะทำอะไรที่ไหน
มีความคิดอย่างไร จะทำอะไร ถูกหรือผิดพระวินัยแค่ไหน หลวงปู่จะล่วงรู้ได้จนหมดสิ้น
จากนั้น ท่านจะให้พระเณรไปตามตัวมา เมื่อมานั่งตรงหน้าแล้ว
หลวงปู่จะเอ่ยปากทักท้วงขึ้นทันที ตรงใจ และความคิดของพระรูปนั้น ๆ เลยทีเดียว
ความที่ครูบาพรหมา สามารถรู้เห็นเหมือนกับได้ไปเห็นมากับตาของท่านเองนี้
เป็นที่ยำเกรง และไม่มีพระเณรรูปใดกล้าทำความผิด ตรงกันข้ามพระเณรจะเคร่งครัด
มีระเบียบวินัยมาก
หิวเหลือเกิน
ครั้งหนึ่งอาจารย์ปถัมภ์ เรียนเมฆ ได้ไปบวชอยู่ ณ
วัดพระพุทธบาทตากผ้า เมื่อบวชแล้วหลวงปู่ได้จัดที่อยู่จำพรรษาให้ท้ายวัด
จะมีกุฏิหลังหนึ่ง มีที่นั่งสมาธิภาวนา มีที่เดินจงกรม โดยไม่ให้เข้าหมู่
ให้บำเพ็ญภาวนาโดยตลอด สองวันล่วงไป ที่พระบวชใหม่ฉันอาหารเพียงมื้อเดียว
ก็เห็นทีสุดจะทน เกิดความหิวขึ้นมา สิ่งแรกที่นึกคิดเวลานั้น "แหม....หิวเหลือเกิน
ถ้าได้น้ำหวานสักขวดสองขวด ก็คงจะช่วยบรรเทาเอาไว้ได้นะนี่..."
อาจารย์ปถัมภ์ หรือหลวงพี่ปถัมภ์ คิดแล้วก็แล้วไป นั่งสมาธิเดินจงกรมไปตามหน้าที่
สักพักเดียวเท่านั้น ท่านก็ได้ยินเสียงคนเดินเข้ามายังกุฏิ
พอมาถึงก็พบว่าเป็นพระภิกษุสองรูป ได้นำน้ำหวาน (น้ำอัดลม) ใส่ลังมาวางไว้
ทั้งได้พูดขึ้นว่า.... "ท่านหลวงพ่อครูบา
ให้กระผมนำน้ำหวานมาถวาย ท่านว่าพระปถัมภ์หิวจะเป็นลมอยู่แล้ว อยากได้สองขวด
เลยยกมาให้ทั้งลังเลยทีเดียว"
หลวงพี่ปถัมภ์ หรืออาจารย์ปถัมภ์ ได้ฟังถึงกับขนลุกซู่ ๆ เลยทีเดียว
รู้ลึกถึงจิตที่คิดนึก
เมื่อพระภิกษุปถัมภ์ บวชเป็นพระใหม่
ก็ตั้งใจจะปฏิบัติให้เต็มที่ เพราะเวลาการบวชนั้นน้อยมาก จึงพยายามนั่งสมาธิภาวนา
เดินจงกรมตลอดเวลา ส่วน ตอนเช้ามืดก็ปฏิบัติ ตอนเย็นค่ำ หลังจากสวดมนต์แล้ว
ก็ปฏิบัติ ฟังธรรมะ ประกอบสติอารมณ์ไปด้วย หลังจากฟังธรรมะในตอนหนึ่ง
ก็เกิดความสงสัย แต่ไม่กล้าถาม หลังจากแยกไปกุฏิของตนแล้ว
พระปถัมภ์ก็เดินคิดไปเรื่อย ๆ ตอนกลับกุฏิว่า "แหม
เมื่อสักครูนี้ หลวงพ่ออธิบายธรรมะไม่กระจ่างเลย น่าจะอธิบายซ้ำอีกนิด
จะได้เข้าใจได้ถูกต้อง"
นึกคิดไปแค่นั้นก็ปล่อยวาง พอดีเดินผ่านห้องน้ำ ก็เลยแวะเข้าห้องน้ำก่อน
จากนั้นก็ตรงไปยังกุฏิท้ายวัด เดินไปได้หน่อย สายตาก็ไปสะดุดหยุดลงที่หน้ากุฏิ
หลวงปู่พระสุพรหมยานเถร เห็นท่านนั่งอยู่ก่อนแล้ว
จึงเข้าไปกราบแล้วได้ถามขึ้นว่า.... "หลวงพ่อมีอะไร
จะใช้กระผมหรือครับ"
หลวงปู่ท่านพูดขึ้นช้า ๆ และชัดเจนว่า "อาตมามารออยู่
เพื่อจะอธิบายธรรมะที่สงสัยเมื่อสักครู่นี้ ให้คุณปถัมภ์คลายจิตใจ...!"
พูดจบ ท่านก็แสดงธรรมะอธิบายตั้งแต่ต้นจนจบ เป็นเวลา 1 ชั่วโมงเศษ ๆ
ขณะฟังธรรมจากหลวงปู่พระภิกษุปถัมภ์ หรือหลวงพี่ปถัมภ์ เรียนเมฆ
นั่งหลับตานึกอัศจรรย์ใจ ทำให้เกิดปีติอย่างหนักที่หลวงปู่พระสุพรหมยานเถร
ท่านสามารถรู้วาระจิตของทุกคนที่คิดในปัจจุบันอย่างแม่นยำ
บังเกิดความเชื่อมั่นในคุณธรรมของท่านอย่างไม่มีข้อสงสัย ขนลุกเกรียว ๆ เลยทีเดียว
เมื่อแสดงธรรมะจบแล้ว หลวงปู่ก็ได้ถามว่า "เป็นไงคุณปถัมภ์
เข้าใจหรือยัง หายสงสัยหรือเปล่าล่ะ ?"
พระภิกษุปถัมภ์ตอบว่า.... "เข้าใจชัดเจนเลยครับผม...หายสงสัยแล้วขอรับ"
ครับนี่เป็นตอนหนึ่งที่ผู้เขียนเคยได้รับฟังจากอาจารย์ปถัมภ์ เรียนเมฆ บ.ก.คนพ้นโลก
ขอขอบคุณข้อมูลจากพี่โชติ ศิษย์ รุ่นกลาง 2513-2520
|